วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553

ทิศทั้งหก

คำว่า ทิศ ในที่นี้ (ในพระพุทธศาสนา) นั้นหมายถึง บุคคล ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรา คือผู้ที่เราควรปฏิบัติให้ถูกต้องตามหน้าที่ มีด้วยกัน 6 อย่างคือ

1. ทิศเบื้องหน้า ได้แก่ มารดา บิดา

2. ทิศเบื้องขวา ได้แก่ ครู อาจารย์

3. ทิศเบื้องหลัง ได้แก่ บุตร ภรรยา

4. ทิศเบื้องซ้าย ได้แก่ มิตร สหาย

5. ทิศเบื้องต่ำ ได้แก่ บ่าว ไพร่ ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา

6. ทิศเบื้องบน ได้แก่ พระสงฆ์ สมณะพราหมณ์ หรือ นักบวช

ใน ครั้งสมัยพุทธกาล เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอยู่ในกรุงราชคฤห์ เช้าวันหนึ่ง ขณะพระองค์กำลังเสด็จรับบิณฑบาต ได้ทอดพระเนตรเห็นมาณพ (ผู้ชาย) คนหนึ่ง ชื่อ สิงคาละ กำลังประนมมือน้อมนมัสการทิศทั้งหกนั้น (หมายถึง ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ฯลฯ เป็นต้น) เพื่อสกัดกั้นอันตรายอันจะมีมาแต่ทิศนั้นๆ เขาซึ่งเคารพเชื่อฟังคำพูดของพ่อ จึงทำเช่นนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสบอกว่า ทิศทั้งหก นี้ ในพุทธศาสนาเขาไม่ได้ไหว้กันอย่างนั้น แล้วทรงแสดงวิธีไหว้ทิศทั้งหก ในพระพุทธศาสนาให้เขาฟัง ดังนี้คือ

1. ปุริตถิมทิศ คือทิศเบื้องหน้า หมายถึง พ่อและแม่ วิธีไหว้คือปฏิบัติตน ดังนี้

o เลี้ยงดูท่าน

o ช่วยท่านทำกิจการงาน

o ดำรงศ์วงค์สกุลไว้

o ประพฤติตนให้เหมาะสมกับความเป็นทายาท

o เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ก็ต้องทำบุญอุทิศไปให้ท่าน

ในทางกลับกัน ผู้เป็นพ่อ แม่ พึงอนุเคราะห์ต่อลูก ดังนี้ คือ

o ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว

o สอนให้ตั้งอยู่ในความดี

o ให้ศึกษาเล่าเรียนศิลปะวิทยา

o หาภรรยาที่เหมาะสม และสมควรให้

o มอบทรัพย์มรดกให้

2.ทักขิณทิศ คือ ทิศเบื้องขวา หมายถึง ครูอาจารย์ วิธีไหว้ คือ ปฏิบัติตนดังนี้

o ลุกขึ้นยืนรับ

o เข้าไปคอยรับใช้

o เคารพเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่าน

o อุปฐาก ปรนนิบัติท่าน

o ตั้งใจเรียนศึกษาเล่าเรียนด้วยความเคารพ

ในทางกลับผู้เป็นครู อาจารย์ พึงอนุเคราะห์ตอบต่อศิษย์ ดังนี้ คือ

o ให้คำแนะนำที่ดี

o ให้ตั้งใจเรียน

o บอกวิชาความรู้แก่ศิษย์โดยไม่ปิดบัง

o ยกย่องศิษย์ให้ปรากฏแก่เพื่อนฝูง

o ปกป้องศิษย์จากอันตรายจากทุกทิศทาง

3.ปัจฉิมทิศ คือ ทิศเบื้องหลัง หมายถึง ภรรยา วิธีไหว้ คือปฏิบัติตนดังนี้

o ยกย่องนับถือว่าเป็นภรรยา

o ไม่ดูหมิ่น

o ไม่ประพฤตินอกใจ

o มอบความเป็นใหญ่ให้

o ให้เครื่องแต่งตัว

ในทางกลับกันผู้เป็นภรรยา พึงปฏิบัติต่อสามี ดังนี้ คือ

o จัดการงานให้ดี (ดูแลบ้าน)

o สงเคราะห์คนข้างเคียงของสามี (ญาติของสามี)

o ไม่ประพฤตินอกในสามี

o รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้

o ขยันไม่เกียจคร้านในการงานทั้งปวง

4. ปัจฉิมทิศ คือ ทิศเบื้องซ้าย หมายถึง เพื่อน วิธีไหว้คือปฏิบัติตนดังนี้

o เผื่อแผ่แบ่งปัน

o พูดจาไพเราะ มีน้ำใจ

o ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

o ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วย

o ซื่อสัตย์จริงใจต่อกันและกัน

5. ทิศเบื้องล่าง หมายถึง คนงาน หรือ คนรับใช้ (บ่าว) วิธีไหว้ คือปฏิบัติตนดังนี้

o จัดการงานให้ทำตามสมควรแก่กำลัง ความสามารถ

o ให้ค่าจ้าง และให้รางวัล

o รักษาพยาบาลในเวลาที่เขาเจ็บไข้

o ได้ของแปลกๆ พิเศษๆ มาก็แบ่งปันให้

o นอกจากวันหยุดปกติแล้ว ก็ปล่อยให้หยุดในวันอื่นบ้างตามสมควรแก่สมัย

ในทางกลับกัน บ่าวคนรับใช้ หรือ ลูกจ้าง พึงปฏิบัติต่อ เจ้านาย หรือ นายจ้าง ดังนี้ คือ

o ลุกขึ้นมาทำงานก่อนนาย

o เลิกงานทีหลังนาย

o ถือเอาแต่สิ่งของที่นายให้เท่านั้น

o ทำงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

o นำคุณธรรมความดีของนายไปสรรเสริญในที่ไปที่นั้นๆ

6. อุปริมทิศ คือทิศเบื้องบน หมายถึง พระสงฆ์ สมณพราหมณ์, นักบวช วิธีไหว้คือปฏิบัติตนดังนี้

o จะทำสิ่งใด ก็ทำด้วยความเมตตา

o จะพูดอะไร ก็พูดด้วยความเมตตา

o จะคิดอะไร ก็คิดด้วยความเมตตา

o ต้อนรับด้วยความเต็มใจ (ไม่ปิดประตูเรือน)

o อุปัฏฐากบำรุงท่านด้วยปัจจัย 4 ( เครื่องนุ่งห่ม, อาหาร, ที่อยู่อาศัย, ยารักษาโรค)

ในทางกลับกันฝ่ายพระสงฆ์ สมณะพราหมณ์ นักบวช พึงอนุเคราะห์ตอบ ดังนี้ คือ

o ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว

o สั่งสอนให้ตั้งอยู่ในความดี

o อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันงาม

o ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง (ศึกษารู้ธรรมะอะไรมาที่ยังไม่เคยฟัง ก็มาเล่าให้ฟัง)

o ทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง (อธิบายธรรมะที่เคยฟังแล้วให้เข้าใจแจ่มแจ้ง

o บอกหนทางสวรรค์ให้ (บอกวิธีทำความดีต่างๆที่จะเป็นหนทางไปสวรรค์ให้)

วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553

สระคลอรีน

ว่ายน้ำใน "สระคลอรีน" เสี่ยงเป็นมะเร็งได้
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กันยายน 2553 12:11 น.

คนที่ชอบออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำ อาจต้องคิดทบทวนใหม่ เมื่อผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์สเปนระบุว่า "น้ำในสระ" ที่ฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนมีส่วนทำให้ยีนถูกทำลาย และทำให้คนที่แข็งแรงเสี่ยงต่อโรคมะเร็งสูงขึ้นได้


ทีมนักวิจัยจากศูนย์วิจัยระบาดวิทยาสิ่งแวดล้อม (Centre of Research in Environmental Epidemiology : CREAL) และสถาบันวิจัย โรงพยาบาล เดล มาร์ (Research Institute Hospital del Mar) ในประเทศสเปน ได้รายงานผลการศึกษาผลต่อสุขภาพของน้ำในสระว่ายน้ำที่ใส่สารฆ่าเชื้อโรคใน วารสารอีเอชพี (Environmental Health Perspectives : EHP) ฉบับเมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่ผ่านมา

ในรายงานระบุว่าการว่ายน้ำในสระว่ายน้ำที่มีส่วนผสมของ คลอรีน อาจชักนำให้เกิดภาวะความเป็นพิษต่อยีน (genotoxicity) ซึ่งเป็นผลให้ดีเอ็นเอถูกทำลายและอาจกลายเป็นบ่อเกิดของโรคมะเร็งได้เท่ากับ การหายใจเข้าไป ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาถึงสารตกค้างจากการฆ่าเชื้อโรค หรือดีบีพี (disinfection by-products : DBPs) ในสระว่ายน้ำอย่างครอบคลุม และเป็นครั้งแรกที่ศึกษาถึงภาวะความเป็นพิษต่อยีนของนักว่ายน้ำที่ได้รับสาร เคมีนี้จากการว่ายน้ำในสระว่ายน้ำที่ใส่คลอรีนด้วยดังที่ระบุในไซน์เดลี

ดีบีพีที่พบในน้ำจากสระว่ายน้ำนั้นเกิดจากปฏิกิริยาระหว่าง สารฆ่าเชื้อโรค เช่น คลอรีน กับอินทรีย์วัตถุ (organic matter) ทั้งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรือมาจากผู้ที่ลงไปว่ายน้ำ อาทิ เหงื่อ เซลล์ผิวหนัง และน้ำปัสสาวะ ซึ่งการศึกษาทางด้านระบาดวิทยาก่อนหน้านี้พบว่าความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งใน กระเพาะปัสสาวะสัมพันธ์กับการได้รับดีบีพีในน้ำดื่ม และอีกการศึกษาหนึ่งพบว่าความสัมพันธ์นี้นั้นยังรวมไปถึงการได้รับสารดีบีพี เข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังหรือหายใจเข้าไปด้วย เช่น ในระหว่างอาบน้ำฝักบัว นอนแช่ในอ่างน้ำ หรือการว่ายน้ำ

ส่วนในรายงานการศึกษาล่าสุดนั้นทีมวิจัยได้ศึกษาหาปริมาณของดีบีพี และการก่อการกลายพันธุ์ (mutagenicity) ในตัวอย่างน้ำจากสระว่ายน้ำในร่ม 2 แห่ง แห่งหนึ่งใช้คลอรีนเป็นสารฆ่าเชื้อโรค และอีกแห่งหนึ่งใช้โบรมีนแทน พร้อมทั้งศึกษาการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นของตัวบ่งชี้การก่อกลายพันธุ์และผล จากการหายใจเอาสารนี้เข้าไป โดยศึกษาในผู้ที่ว่ายน้ำในสระว่ายน้ำที่ฆ่าเชื้อด้วยคลอรีน ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมีการศึกษาที่รวมการพิสูจน์ฤทธิ์การก่อกลายพันธุ์ ของน้ำในสระว่ายน้ำ ลักษณะของสารเคมีในน้ำ และผลกระทบเมื่อเข้าสู่ร่างกายคนเราเข้ามาด้วยกัน

ทีมวิจัยพบหลักฐานที่แสดงถึงการเกิดความเป็นพิษต่อยีนในผู้ คนกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงจำนวน 49 คน หลังจากพวกเขาว่ายน้ำในสระว่ายน้ำที่ฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนเป็นเวลา 40 นาที โดย เฉพาะอย่างยิ่ง นักวิจัยพบว่ามีการเพิ่มขึ้นของตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (biomarker) 2 ชนิด ที่บอกให้รู้ว่ามีความเป็นพิษต่อยีนเกิดขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับความเข้มข้นของดีบีพีชนิดที่พบทั่วไปในลมหายใจออกของผู้ที่ ว่ายน้ำ

โดยตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่เพิ่มขึ้นนั้นชนิดหนึ่งเป็นไมโครนิวคลีไอ (micronuclei, ส่วนของโครโมโซมที่ขาดมารวมตัวกันเกิดเป็นนิวเคลียสเล็กๆ อยู่ในไซโทพลาสซึม) ในเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (lymphocyte) ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในคนที่มีสุขภาพแข็งแรงได้ ส่วนอีกชนิเป็นสารที่มีฤทธิ์การก่อการกลายพันธุ์ในปัสสาวะ ซึ่งแสดงการถึงการได้รับสารที่ก่อความเป็นพิษต่อยีน

ทีมวิจัยยังได้วัดปริมาณสารดีบีพีพวกไตรฮาโลมีเทน (trihalomethanes) ที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศบริเวณรอบๆ สระว่ายน้ำ และที่อยู่ในลมหายใจออกของผู้ที่ว่ายน้ำทั้งก่อนและหลังว่ายน้ำด้วย โดยการวัดปริมาณของตัวบ่งชี้ทางชีวภาพหลายชนิดในลมหายใจของอาสาสมัครกลุ่ม ตัวอย่างหลังจากว่ายน้ำแล้ว พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับตัวบ่งชี้ทางชีวภาพเพียงตัวเดียว คือ ซีรัม ซีซี16 (serum CC16) ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ก็บ่งชี้ว่าสารดีบีพีมีการซึมผ่านเยื่อบุผิวปอดของพวกเขาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการออกกำลังกายโดยการว่ายน้ำนั้นทำให้ผู้ที่ ว่ายน้ำได้รับดีบีพีเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง

นอกจากนี้ นักวิจัยยังสามารถแยกสารดีบีพีจากน้ำในสระว่ายน้ำตัวอย่างได้มากกว่า 100 ชนิด ซึ่งบางชนิดยังไม่เคยมีรายงานว่ามีอยู่ในสระว่ายน้ำหรือในน้ำดื่มที่ฆ่า เชื้อด้วยคลอรีนมาก่อนด้วย และจากการวิเคราะห์ในหลอดทดลองแสดงให้ เห็นว่าน้ำจากสระว่ายน้ำตัวอย่างมีฤทธิ์ก่อการกลายพันธุ์ในระดับใกล้เคียง กับน้ำดื่มที่ฆ่าเชื้อด้วยวิธีดังกล่าว แต่มีความเป็นพิษต่อเซลล์มากกว่า

อย่างไรก็ดี ผลการวิจัยดังกล่าวเป็นการศึกษาผลที่เกิดขึ้นในระยะสั้น ซึ่งทีมวิจัยจะทำการศึกษาต่อไปถึงผลระยะยาวที่เกิดจากการได้รับสารดีบีพีจาก การว่ายน้ำในสระที่ฆ่าเชื้อด้วยคลอรีน รวมถึงเสนอให้มีวิจัยที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเพื่อจัดอันดับสระว่ายน้ำภายใต้ เงื่อนไขต่างๆ ในการบำรุงรักษาและการใช้งาน รวมทั้งประเมินผลกระทบจากการได้รับสารชนิดต่างๆ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในสระว่ายน้ำด้วย

มาโนลิส โกเกบีนาส (Manolis Kogevinas) นักวิจัยจากศูนย์วิจัยระบาดวิทยาสิ่งแวดล้อม ระบุว่าผลการศึกษานี้ได้ได้มีเจตนาทำให้ผู้คนเลิกที่จะว่ายน้ำในสระว่าย โดยเราสามารถทำให้การว่ายน้ำในสระส่งผลดีต่อสุขภาพมากขึ้นโดยลดปริมาณการใช้ สารเคมีฆ่าเชื้อโรคในสระว่ายน้ำ

"ไม่มีกรณีไหนที่เราต้องการหยุดให้มีการว่ายน้ำ แต่เราต้องการผลักดันให้ลดการใส่สารเคมีลงในสระว่ายน้ำต่างหาก" โกเกบีนาส กล่าวในเอเอฟพี และระบุด้วยว่า การลดการใส่สารฆ่าเชื้อโรคในสระว่ายน้ำนั้นสามารถช่วยได้ หากทุกคนที่มาว่ายน้ำในสระสาธารณะได้ล้างตัวก่อนลงสระ สวมหมวกว่ายน้ำ และไม่ถ่ายปัสสะวะลงในสระน้ำ

วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553

โหงวเฮ้ง

เจาะลึกโหงวเฮ้ง ใบหน้าหญิงแบบไหนวาสนาดี มีสามีล่ำซำ!
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 กันยายน 2553 10:56 น.

By Lady Manager

อีกศาสตร์การพยากรณ์สุดฮิต การดู “โหงวเฮ้ง” ที่หลายคนนิยมศึกษาเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ ในการอ่านเข้าไปถึงส่วนลึกความเป็นคนของคนๆ นั้น ว่ามีนิสัยใจคออย่างไร เชื่อใจได้มั้ย ซื่อสัตย์รึเปล่า เหมาะแก่การทำธุรกิจร่วมหรือไม่ ไว้ใจจ้างเป็นลูกน้องด้วยโอเคป่ะ กระทั่งหน้าตาแบบนี้ถ้าจะแต่งงานเป็นคู่ผัวตัวเมีย จะสนับสนุนเกื้อกูลกัน หรือนำความเดือดร้อนมาให้..อะไรทำนองนี้

เมื่อหลายคนนำเรื่องการดูโหงวเฮ้ง มาใช้ประโยชน์กันซะขนาดนี้ เรามารู้กันค่ะว่า แท้จริงแล้ว โหงวเฮ้ง คืออะไร นำมาทำนายอะไรได้บ้าง และที่สำคัญ โหงวเฮ้งที่ดีสำหรับผู้หญิงเราเป็นยังไงน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวาสนาความรัก งานเงิน ตลอดจนครอบครัวสามี-ลูก-หลาน ทว่าเรื่องนี้ต้องกาดอกจันทร์ไว้ก่อนว่า *เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านค่ะ

เราได้รับเกียรติจาก อ.สุวิมล พันธุ์วิชาติกุล ผู้อำนวยการสถาบันศาสตร์แห่งชีวิต ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์โหงวเฮ้ง (ภรรยาของอ.ภานุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล ซินแสชื่อดังผู้เชี่ยวชาญการดูฮวงจุ้ย) คุยกับเราในประเด็นนี้อย่างละเอียดเลยค่ะ เกริ่นนำให้เรารู้จักถึงความหมายของโหงวเฮ้ง

“โหงวเฮ้ง เป็นศาสตร์ที่มหัศจรรย์ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของการดูหน้าคน แล้วบอกได้ว่า คนนี้หน้าตาดี หน้าตาสวย หน้าตามีเสน่ห์ แต่มันบ่งบอกได้ถึงความสุขสบายในชีวิตของคนนั้นๆ ด้วย”

อ.สุวิมลบอกว่า หากแปลตามความหมายจริงๆ การดูโหงวเฮ้ง ก็คือ การดูส่วนประกอบบนใบหน้า 5 จุด ซึ่งประกอบด้วย หู ตา จมูก ปาก และหน้าผาก แต่แท้จริงแล้ว หากเราจะทำนาย ทายทักบุคคลในเรื่องของโหงวเฮ้งนั้น ส่วนอื่นๆ ก็สามารถนำมาประกอบได้ ทั้งคิ้ว คาง เสียง ผิวพรรณ รวมถึงนิ้วมือด้วยค่ะ และเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ สามารถนำไปสำรวจโหวงเฮ้งของตัวเอง และคนข้างได้ เราแยกย่อยมาเป็นส่วนๆ ดังนี้จ้า

ตำแหน่งที่1 : หู
ต้องเป็นขอบชีส ติ่งหูใหญ่ ลูกหลานเชื่อฟัง

หู คือ อวัยวะส่วนแรกของการดูโหงวเฮ้งค่ะ ซึ่งหมอดูโหวงเฮ้งของเราบอกว่า ต้องขอบหูใหญ่ๆ หนาๆ เหมือนขอบชีสของพิซซ่า ถึงจะดี ซึ่งหูนี้บอกได้ถึงเรื่องชีวิตในวัยเด็กว่าเป็นอย่างไร ขณะที่ติ่งหู จะเป็นการทำนายได้ว่าลูกหลานจะกตัญญูหรือไม่

“อันดับแรกของการดูโหงวเฮ้งก็คือ ต้องดูหูก่อน คนไหนถ้าขอบหูหนาๆ ใหญ่ๆ ให้นึกถึงพิซซ่าขอบชีส ซึ่งบ่งบอกว่าคนๆ นั้นมีชีวิตที่อุดมสมบูรณ์มาตั้งแต่เด็ก แต่ถ้าขอบหูบางๆ ไม่มีขอบ เมื่อวัยเด็กจะมีปัญหาอยู่ 3 เรื่อง ได้แก่ สุขภาพอาจจะไม่ค่อยแข็งแรงในวัยเด็ก อาจจะป่วยไม่สบายบ่อย, อาจต้องพลัดพรากจากบ้านเกิด, และความรักจากพ่อแม่ก็อาจจะมีจำกัด เช่น พ่อแม่อาจรับราชการ แต่ตัวเองต้องไปอยู่กับญาติ พี่ป้า น้าอา

แต่คนไหนถ้าขอบหูด้านใน หรือกระดูกอ่อนด้านข้างหู พลิกออกมา จะเป็นคนพูดจาตรงๆ ขวานผ่าซาก บางทีพูดจาแบบฉันไม่สนใจ ฉันพูดเรื่องจริง แต่บางครั้งพอพูดไปแล้ว ก็มานั่งคิดว่า ไม่น่าพูดคำนั้นออกไปเลยนะ

ส่วนคนไหนที่มีติ่งหูยาวสวย (คล้ายติ่งหูพระพุทธรูป) แบบนี้ลูกจะรักจะเชื่อฟัง ลูกหลานจะกตัญญู เพราะว่าหูก็คือดึงลูกเข้ามาใกล้ชิดในบั้นปลายชีวิต แต่บางคนติ่งหูไม่ค่อยมี ก็จะบอกได้ว่า หนึ่ง-มีลูกยาก สอง-ถึงแม้มีลูก ลูกก็จะไม่ใกล้ชิดมาก ถ้าไม่ค่อยมีติ่งหูแบบนี้ต้องเลี้ยงลูกแบบเพื่อน”

ตำแหน่งที่2 : หน้าผาก และขมับ
สามีเลี้ยงดูปูเสื่อดีแค่ไหน ดูกันตรงนี้

“หน้าผากสูงๆ เป็นคนที่ขวนขวายหาความรู้ วิสัยทัศน์ที่กว้างไกล การยอมรับ เรียกได้ว่าคนแบบนี้ส่วนใหญ่ปริญญาใบเดียวไม่พอ แต่หากมีหน้าผากกว้าง แสดงว่าการเลี้ยงดูจากครอบครัวคุณดี อุดมสมบูรณ์” อ.สุวิมล อธิบายต่อในส่วนของขมับว่า เป็นส่วนที่บอกได้ว่าคู่ครองจะดูแลเราดีแค่ไหน โดยแบ่งได้ 3 ระดับของการดูแลคือ แบบค็อกเทล แบบบุฟเฟ่ต์ และแบบโต๊ะจีน อ.เปรียบเทียบซะเก๋เชียว แถมได้ความหมายชัดเจนด้วยค่ะ

หน้าผาก แคบ และบุบ สาวๆ ที่มีหน้าผากแบบนี้ถ้าได้สามีเลี้ยงแบบ “ค็อกเทล” นั่นคือ โต๊ะให้นั่งก็ไม่มี ต้องลุกไปจิ้มกินเอง หากินเอง เรียกได้ว่า หากคิดจะอิ่มท้องอยู่สบาย ก็ต้องพึ่งลำแข้งตัวเองซะเป็นส่วนใหญ่

ขมับกว้าง แต่บุบเข้าไปบ้าง ถ้า มีหน้าผากแบบนี้ จะได้รับการเลี้ยงดูแบบ “บุฟเฟ่ต์” แบบนี้จะดีกว่าคอกเทลนะคะ เพราะอย่างน้อยก็ยังมีโต๊ะให้นั่ง มีของให้กินเยอะกว่า อันนี้ประมาณว่า สามีดูแลดีระดับปานกลางค่ะ อาจไม่หรูหรา แต่ก็กินอิ่มนอนหลับ

หน้าผากเต็ม กว้าง อิ่มเอิบ บรรดาสาวหน้าใหญ่ที่มักบ่นว่า ตัวเองหน้ากลม หน้าผากกว้าง ได้มีเฮ ก็คราวนี้เพราะตามหลักโหวงเฮ้งแล้ว หน้าผากแบบนี้ (แบบที่เหมือนอาซ้อร้านทองทั่วไปเป็น) เค้าเรียกว่าสามีจะเลี้ยงแบบ “โต๊ะจีน” มีมาเสิร์ฟถึงที่ กินได้อุดมสมบูรณ์ เรียกได้ว่า สามีเลี้ยงดูเป็นอย่างดี เอาอกเอาใจเป็นที่สุด … น่าอิจฉาซะ!

อะฮ้า สาวๆ เจ้าของหน้าผากแคบ อย่าเพิ่งน้อยอกน้อยใจในวาสนานะคะ อ.ฝากบอกว่า ถ้ารู้ว่าอะไรไม่ ก็ทำใจ และเตรียมปรับตัวดีกว่าค่ะ

“พอเรารู้แบบนี้ เราจะได้ไม่ต้องเครียดมานั่งคิดว่า ทำไมสามีไม่ค่อยดูแล เขามีคนอื่นมั้ย ไม่ใช่ค่ะ แต่เป็นเพราะว่าขมับของเราแคบ ไม่สามารถดึงให้เขามาเอาใจเราได้ ดังนั้นเราต้องยอมรับ แล้วด้วยนิสัยของบางคน ก็อาจจะเป็นคนเก่ง ชอบดูแลตัวเอง ไม่ชอบให้ใครมาเจ๊าะแจ๊ะดูแลมากมายอยู่แล้ว ถ้าสามีไม่มาวอแวมาก อาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ”

อ.ยังแนะให้ทำผมเปิดหน้าผากด้วยค่ะ

“เรื่องการทำผม ที่ว่าต้องพยายามเปิดหน้าผาก อันนั้นเรื่องจริงค่ะ เพราะหน้าผากเราก็เหมือนฟ้า คนจีนแมนจู กร้อนผมไปครึ่งกระหม่อมเลย อย่างนั้นเขาเรียกว่าฟ้าเปิด ตามหลักลูกหลานคนจีนมักจะให้เปิดผม เพื่อเปิดฟ้า เปิดความสว่างให้ชีวิต”

ตำแหน่งที่3 : ตา
ตาโปนอาภัพคู่ ตาเล็กเฉียงขึ้นได้สามีดีนักเชียว

“ดวงตา เป็นหน้าต่างของดวงใจ ตาขาวต้องขาวสดใส ตาดำต้องดำเป็นนิล ถึงแม้เป็นฝรั่งตาน้ำข้าว จะตาสีฟ้า ก็ต้องฟ้าใส ต้องดูสดใส และรูปลักษณ์ในดวงตาก็บ่งบอกถึงชีวิตคู่ได้ ผู้หญิงคนไหน ถ้าตาโตๆ โปนเหมือนปลาทอง จะเป็นคนที่อาภัพความรัก ได้คู่ก็ไม่ได้คู่ที่ทำให้สบายใจ”

แต่แม่สาวตาปลาทองทั้งหลาย อย่าเพิ่งเศร้าไปค่ะ เพราะ อ.แม่ของเราบอกว่าแก้ไขได้ ทว่าต้องจำหลัก 3 ประการไว้ให้มั่น นั่นคือ แต่งงานอายุ 30 อัพ /แต่งกับพ่อหม้าย /แต่งกับหนุ่มอายุห่างจากเราเกิน 1 รอบ

“คนตาโปนถ้าอยากมีคู่ดี วิธีแก้ก็คือ หนึ่ง-ต้องแต่งงานให้ถูกหลักการ หมายถึงต้องแต่งงานหลังอายุ 30 ไปแล้ว สอง-แต่งงานกับผู้ชายที่อายุแก่กว่าเรา 1 รอบ สาม-แต่งงานกับผู้ชายที่เป็นพ่อหม้ายก็ได้

อย่าง "คุณกบ" ปภัสรา เตชะไพบูลย์ ถึงเขาจะมีตาโปน แต่เขาแต่งงานถูกหลักการ เขาได้สามีอายุเยอะ เป็นพ่อหม้าย ตอนนี้ก็กลายเป็นคุณนายกบไปแล้ว หรือ "คุณปุ๋ย" พรทิพย์ นาคหิรัญกนก ตอนได้คนที่อายุไล่เลี่ยกัน ก็เลิกลากันไป แต่พอไปได้สามีอายุ 60 เดี๋ยวนี้คุณปุ๋ยสบายเลย ดังนั้นถ้าคุณตาโปน คุณต้องยึดหลัก 3 อย่างนี้ไว้ แต่ถ้าคุณตาโปน แล้วคุณไปแต่งงานกับผู้ชายที่อายุไล่เลี่ยกัน พูดได้เลย 99% ไม่จากเป็น ก็จากตาย”

แล้วตาแบบไหนที่เรียกว่าดีล่ะคะ?

“รูปนัยน์ตาต้องเฉียงขึ้น หางตาเฉียงขึ้นมา แต่บางคนเฉียงขึ้นแล้วโปน ก็ไม่ได้ ต้องเฉียงขึ้นแล้วตาเล็กๆ ด้วย ตาลูกคนจีนดีที่สุด อาหมวยนี่แหล่ะดีที่สุด ส่วนตาชั้นเดียวหรือสองชั้นไม่จำเป็น ขอแค่รูปนัยน์ตาเรียวเล็ก และแววตาต้องมีประกายสดใสด้วย และหากเราไปมองตาใคร แล้วเราต้องหลบตาเขา แสดงว่าดวงตาของคนนั้นมีอำนาจ มีพลังแห่งชีวิต ถือเป็นโหวงเฮ้งที่ดี

อีกอย่างคือ ตามีเสน่ห์ ซึ่งอันนี้ไม่ใช่อยู่ที่นัยน์ตา แต่อยู่ที่แววตาค่ะ ผู้หญิงที่แววตามีเสน่ห์ จะมีผู้ชายเข้ามาพัวพันเจ๊าะแจ๊ะตลอด หนีไม่พ้น แต่มาแล้วก็ผ่านไป ซึ่งตาผู้หญิงที่มีเสน่ห์ ก็จะหยาดเยิ้ม เหมือนอย่าง "คุณพลอย" เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ น่ะค่ะ ตาเธอจะหวานเยิ้ม มีเสน่ห์”

*TIPS ตาแบบไหน ต้องระวัง หลีกให้ไกล!

ตาลอย อ.สุวิมลอธิบายคนลักษณะตาลอยว่า

“คนตาลอยจะมีลักษณะแบบตาดำเขา จะลอยขึ้น แล้วเห็นตาขาว 3 ด้าน คือ มุมซ้าย มุมขวา แล้วก็ด้านล่าง เหมือนกับตาดำลอยอยู่ข้างบน ซึ่งคนตาแบบนี้บ่งบอกได้ว่า เป็นคนที่ไม่มีน้ำใจ ทำดีแค่ไหน ถ้าคุณทำผิดแค่ครั้งเดียว เขาไม่เอาคุณเลย และจะเป็นเรื่องของการตายแบบตายร้าย บางคนก็กระโดดตึกตาย ฆ่าตัวตาย”

อ.แนะติดตลกแต่จริงว่า หากเวลาไปเที่ยวกับกรุ๊ปทัวร์ เจอคนตาลอยอยู่ในกรุ๊ปทัวร์ จงเลี่ยงไม่ไปเลยดีกว่า เพราะเดี๋ยวเจออุบัติเหตุร่วมเคราะห์ไปด้วย หุหุ

ตาสามเหลี่ยม คนที่ตาสามเหลี่ยม เป็นชั้นขึ้นมา เป็นลักษณะ 3 เหลี่ยม คนแบบนี้ถือว่าเป็นคนฉลาด เก่ง มองการณ์ไกล สุขุม รอบคอบ แต่ต้องระวัง ..ถ้าตาสามเหลี่ยมแล้ว มีคิ้วสามเหลี่ยมด้วย ประกอบกับแววตาก็มีเลศนัยอีก แบบนี้ อ.สุวิมลบอกว่า คบลำบากค่ะ เพราะจะเป็นพวกคนมีเล่ห์เหลี่ยมเยอะ เราอาจตามไม่ทัน โดนเขาหลอกได้ง่ายๆ

ตาเหยี่ยว เช่น กันค่ะ ตาเหยี่ยวแล้วเฉียงสูงขึ้น เป็นลักษณะของตาคนที่ไม่ค่อยมีความจริงใจให้ใคร และมักเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นเสมอ แต่เดี๋ยวค่ะ! อย่าเพิ่งมองคนตาเหยี่ยวในแง่ร้ายเสมอไปค่ะ เพราะอ.สุวิมลย้ำว่า สิ่งสำคัญในการมองตาคนก็คือ ดูแววตาเป็นส่วนประกอบ ถ้าเพื่อนซี้ หรือคนใกล้ตัวคุณ มีตาเหมือนเหยี่ยว แต่แววตาอ่อนโยน เป็นประกายสดใส ...ยกเว้นได้ค่ะ

ทว่าหากตาเหมือนเหยี่ยว แถมแววตาดุร้ายสุดๆ ต้องระวังม้ากมากเลยค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2553

โจรยุค 2010

เปิดหน้าหนังสือพิมพ์ตอน นี้ ยิ่งอ่านก็ยิ่งหดหู่ใจ เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ข่าวโจรขโมย ชิงทรัพย์ ลักทรัพย์เต็มไปหมด จนบางครั้งก็อดรู้สึกหดหู่ใจไม่ได้ว่า สังคมตอนนี้คงถึงเวลาที่จะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองซะแล้ว จากสยามเมืองยิ้ม ก็กลายมาเป็นแดนมิคสัญญีแห่งสุวรรณภูมิ ที่จะไปทางไหนก็ต้องระมัดระวางตัวอยู่ตลอดเวลาเพราะหาความปลอดภัยในชีวิตไม่ ได้ เอาง่ายๆ แค่ครึ่งปี เมืองไทยก็มีสถิติคดีอาชญากรรมประเภทปล้นชิงวิ่งทรัพย์ จารกรรมทรัพย์สินมากถึงเกือบ 60,000 คดีแล้ว

จนถึงขั้นที่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้รองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ รีบไปติดตามแก้ไขปัญหาอาชญากรรมอย่างด่วน เพราะหากปล่อยไว้นานจะเป็นผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลได้
แต่หากมาวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่เกิดขึ้นแล้ว แน่นอนหลายๆ คนคงโทษว่าเรื่องนี้มาจากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่ถ้าสังเกตดูจะพบว่ามีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ ทุกวันนี้เหล่าลูกหลานของอาร์แซน ลูแปง หามีแต่โจรกระจอกที่ใช้วิธีปล้นแบบพื้นๆ เท่านั้น แต่ยังมีพวกที่เรียกตัวเองว่า 'เหนือชั้น' 'เหยียบเมฆ' 'เกินคาดเดา' ซึ่งมีกลวิธีที่พลิกแพลงแยบคายจนบรรดาผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ต่างหัวหมุนไป ตามๆ กัน

ที่สำคัญ อาชญากรระดับพระกาฬนี้ยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แถมยังพกกลยุทธ์ใหม่ๆ ออกมาตลอดเวลา งานนี้ก็เลยขอรวบรวมเทคนิคแปลกๆ ที่เหล่าโจรไทยยุค 2010 นำมาใช้ พร้อมกับวิเคราะห์กันแบบถึงกึ๋นไปเลยว่า อะไรคือแรงบันดาลที่โจรเหล่านี้พัฒนาตัวเองจาก 'นกกระจอก' มาเป็น 'พญาอินทรี' ได้

10 กลเม็ดเด็ดดวงของบรรดา 'พญาโจร'

เปิดฉากมาขอเริ่มด้วยการเล่าถึงกลวิธีเหนือเมฆ กลเม็ดแปลกๆ ขำๆ ที่ไม่มีใครคาดคิด ที่เหล่าคุณโจรเหล่านี้ได้นำมาใช้ โดยคัดสรรกลเม็ดร่วม 100 วิธีจากเหล่าอาชญากรทั้งไทยทั้งเทศ ออกมาเป็น 10 อันดับที่สุดยอดจริงๆ แน่นอนว่างานนี้ จะแปลก จะพิสดาร และอึ้ง ทึ่ง เสียวยังไง ไปพิสูจน์กันได้เลย

1. ยกไปทั้ง 'ตู้'


ข่าวโจรยกเค้าตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่ จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2553 แล้วหนีไปพร้อมเงินกว่า 4 ล้าน สุดท้ายก็ถูกจับ

ครั้งนี้ไม่ใช่การเจาะตู้แล้วฉกเงินธรรมดาๆ เพราะเขาใช้วิธียกไปทั้งตู้ โดยเริ่มจากตัดวงจรตู้เอทีเอ็ม เลาะแผ่นปูน ย้ายตู้ด้วยการใช้แผ่นไม้ผ่อนแรง แล้วยกขึ้นรถกระบะไป ใช้เวลาปล้นเพียง 45 นาทีเท่านั้น

2. 'แก๊ส' ตัด 'เซฟ'

ช่วงวันแม่ที่ผ่านมา โจรกลุ่มหนึ่งคิดการใหญ่ขโมยทองจากตู้เซฟหลังร้านทองใน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กว่าที่เจ้าของจะรู้ตัวก็ล่วงเลยมาถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2553 คนร้ายกวาดทองไปได้กว่า 500 บาท วิธีการก็ไม่ธรรมดา อาศัยช่วงที่เจ้าของร้านไม่อยู่เข้าไปหลังร้านใช้แก๊สตัดลูกกรงเหล็ก ใช้เสื่อกับผ้าห่มคลุมปิดบังแสงไฟระหว่างที่ใช้แก๊สตัดลูกกรงไม่ให้ประกายไฟ ออกไปด้านนอก เรียกว่าทำการบ้านมาอย่างดีและมีความรู้เรื่องเครื่องมือช่าง จนบัดนี้ก็ยังตามจับไม่ได้

3. ปล้นกลางถนน

บนท้องถนนใช่ว่าจะมีแต่อุบัติเหตุให้ต้องระวังเท่านั้น แต่เรื่องปล้นจี้ก็ต้องระวังเช่นกัน

การปล้นทองคำแท่งอย่างอุกอาจบนถนนบางนา-ตราดที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่ แล้ว (22 มิถุนายน 2552) เป็นตัวอย่างได้ดี คนร้ายขับรถปาดหน้าแล้วลงมาปล้นกันบนถนนกลางวันแสกๆ ทุบกระจก จับคนขับใส่กุญแจมือ หิ้วทองคำแท่งน้ำหนัก 15 กิโลกรัม ชิ่งหนีไปอย่างลอยนวล

4. โรยตัวประหนึ่ง 'อีธาน ฮันต์'

วิธีการที่ต้องบอกว่ามาจากในหนังเรื่อง ‘มิชชัน อิมพอสสิเบิล’ ก็คืองานนี้

เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันที่ 6 กันยายน 2552 ที่จังหวัดเชียงใหม่ คนร้ายโรยตัวลงมาจากเพดาน เข้าปล้นร้านทองและร้านขายโทรศัพท์มือถือ ปฏิบัติการเสร็จก็ดึงตัวเองกลับขึ้นไปบนหลังคาประหนึ่งเป็นอีธาน ฮันต์ แต่สุดท้ายก็ถูกจับและรับสารภาพว่าได้ดูหนังฝรั่งจึงเกิดแรงบันดาลใจแล้วลอง เอาวิธีนี้มาใช้ดู

5. ปล้นแบงก์ 1 นาที

ใครจะเชื่อว่าการปล้นแบงก์จะเกิดขึ้นและจบเร็วภายใน 1 นาที

แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วในเมืองไทย กับข่าวครึกโครมอาทิตย์ที่แล้ว (1 กันยายน 2553) คนร้ายถือปืนเข้าปล้นธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาถนนกาญจนาภิเษก ใช้ปืนจ่อ บุกปล้น กวาดเงินไปกว่า 7 แสนบาท แล้วขี่มอเตอร์ไซค์ซิ่งจากไปแบบไร้ร่องรอย เร็วยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ที่เคยได้ยินข่าว

6. 'ปลอม' ก็ปล้นได้

บรรดาของเล่นเลียนแบบทั้งหลายนับวันจะเหมือนจริง แต่แล้วก็มีคนเอาไปใช้ปล้นจริงๆ เสียด้วย
วันที่ 27 สิงหาคม 2547 หนุ่มรายหนึ่งแต่งตัวสะดุดตาด้วยการโพกผ้า ติดหนวดปลอม ควงปืน พร้อมระเบิด และชุดเกราะปลอม เข้าปล้นธนาคาร กวาดเงินไปเกือบล้าน

แต่ไปไม่รอด เพราะดันไปเจอกับตำรวจที่มาดักซุ่มจับแก๊งค้ายาบริเวณนั้นเข้าพอดี

7. 'หลินปิง' ฟีเวอร์

วิธีการปล้นครั้งนี้ไม่ได้แปลกอะไร ใช้ปืนจี้กันซึ่งๆ หน้าเลย แต่ของที่โจรอยากได้กลับเป็นตุ๊กตาหลินปิง

เหตุการณ์เกิดขึ้นในปั๊มน้ำมันเชลล์ บริเวณถนนลาดพร้าว คนร้ายขับรถมอเตอร์ไซค์เข้ามาเติมน้ำมัน แล้วกลับเข้ามาใหม่เอาปืนจี้เด็กปั๊ม ปล้นเอาตุ๊กตาหมีราคา 199 บาทแล้วจากไป คาดว่าเอาไปให้ลูกเล่นเพราะช่วงนั้น (25 ตุลาคม 2552) เป็นช่วงหลินปิงฟีเวอร์พอดี

8. ขับเฮลิคอปเตอร์มาปล้น

ยิ่งกว่าหนัง ยิ่งกว่าการโรยตัว การปล้นที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น การปล้นด้วยเฮลิคอปเตอร์ในสวีเดน

แก๊งโจรระดับมืออาชีพของมืออาชีพนี้ออกปล้นสะท้านเมืองเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2552 เมื่อแก๊งโจรลอบขโมยเฮลิคอปเตอร์ แล้วใช้ร่อนลงจอดบนหลังคาของบริษัทด้านการรักษาความปลอดภัยที่ใหญ่ที่สุดใน สวีเดน ก่อนจะขโมยเงินสดในคลังที่เตรียมจะนำส่งให้ธนาคาร จากนั้นก็บินหนีไปในที่สุด หายต๋อม ตามไม่เจอ

9. แต่งเพี้ยนมาปล้น

ไม่ว่าจะเป็นคนสวมใส่ชุดที่ทำมาจากกิ่งไม้ ชุดตัวตลก หรือกระทั่งเป็นดาร์กเวเดอร์จากสตาร์วอร์สแล้วเข้าปล้น ล้วนเกิดขึ้นจริงทั้งสิ้น

ในอเมริกาเกิดเหตุโจรใส่ชุดประหลาดๆ บุกเข้าปล้นธนาคารมาตั้งแต่ปี 2550 เรียกว่าเป็นการพรางไม่ให้คนจำได้ แต่สุดท้ายมันก็ยากที่จะหลบหนี เพราะที่แต่งๆ มามันเด่นกว่าคนเดินถนนตั้งเยอะ

10. แกล้งป่วยแล้วปล้น

เห็นเจ็บออดๆ แอดๆ ก็อย่าได้วางใจ เพราะอาจจะเป็นโจรก็ได้

เรื่องราวการปล้นนี้เกิดขึ้นที่ห้างในอเมริกา เมื่อลูกค้ารายหนึ่งเข้ามส ในร้านด้วยใบหน้าที่ถูกพันผ้าพันแผลไว้เต็ม แล้วยังใช้ผ้าปิดปากคาดทับอีกชั้น

พนักงานจึงเข้าไปให้ความช่วยเหลือ แต่แล้วกลับเป็นการปล้น ปล้นเสร็จก็ขึ้นรถขับหนีไป แต่แล้วก็จนมุมพร้อมกองผ้าพันแผล

ใครว่าเกิดเป็น 'โจร' แล้วจะโง่?

เห็นกลเม็ดเด็ดพรายที่บรรดาเอาชญากรเหล่านี้ใช้ไปแล้ว คราวนี้ก็หันมาวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จกับงานที่ทำกัน บ้างดีกว่า

แน่นอนว่า ของแบบนี้คงไม่ได้ผลิตออกมาเป็นพ็อกเกตบุ๊กขายตามร้านหนังสือ แต่การจะเป็นโจรที่ทรงอิทธิฤทธิ์ได้นั้นก็ต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับยุค เข้ากับสมัย ไม่ว่าเทคนิค ลีลา และวิธีการ พูดง่ายๆ ก็คือ 'ห้ามโง่!!' เพราะถ้าขืนใช้วิธีเดิมๆ ซ้ำๆ ย่อมไม่มีทางรอดสายตาตำรวจอย่างแน่นอน
พิสูจน์ได้จากคำพูดของ พ.ต.ท.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม (รอง ผกก.1บก.ป.) ที่เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของโจรยุคนี้ว่า จุดสำคัญอยู่ที่รูปแบบและการวางกลยุทธ์

เพราะหากเป็นสมัยก่อน การโจรกรรมแต่ละครั้งนั้นไม่มีความซับซ้อนหรือใช้ตัวช่วยอะไรมากมายนัก อาจมีคนดูต้นทางคนหนึ่ง และก็จะใช้คนจำนวนมากในออกปล้นแต่ละครั้งเพื่อไม่ให้เหยื่อขัดขืน และหากเกิดการขัดขืนเมื่อใดอาชญากรเหล่านี้ก็จะใช้กำลังประทุษร้าย หรือลงมือด้วยอาวุธ เช่น มีดหรือปืน

แต่พอมาถึงในยุคนี้ แม้จะมีการใช้กำลังคนเยอะเหมือนเดิม แต่ก็มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและกระบวนการทำงานให้รัดกุมและซับซ้อนมากยิ่ง ขึ้น เพื่อให้ยากต่อการสืบสวนหรือจับกุม

“การทำงานเป็นแก๊งทุกวันนี้จะมีการ แบ่งงานกันชัดเจนมากขึ้น เช่น คนไหนทำหน้าที่อะไร รวมทั้งนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วย เช่น สมัยก่อนการปล้นเอทีเอ็มก็จะปล้นเฉพาะคนที่เอาเงินไปใส่เท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้เป็นการเช่ารถมายกตู้เอทีเอ็มได้ทั้งตู้ มีงัดแงะโดยนำเทคโนโลยีมาใช้ และการปล้นแบบนี้เมื่อไม่มีพยานบุคคล การจับกุมสืบสวนติดตามก็จะเป็นไปได้โดยยาก”

'คุก' ตักศิลาแห่งวิชาอาชญากรรม

นอกจากความฉลาดจะต้องพอตัวแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โจรเหล่านี้ประสบความสำเร็จ ก็คือมีวิชาและครูที่ดี เพราะหากสังเกตจะพบว่าโจรเหล่านี้มักเป็นมืออาชีพ ประสบการณ์โชกโชน จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะต้องเคยผ่านคุกผ่านตะรางกันมาบ้าง ยิ่งจากคำสำทับของ พ.ต.ท.ธีรเดช ซึ่งยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง!!!

“การที่พวกเขาได้เข้าไปอยู่ร่วมกัน ก็เลยทำให้คุกเหมือนเป็นโลกของเขาที่มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถ่ายทอดวิชาต่างๆ ที่ได้ประสบพบเจอมาก่อนจะติดคุก อย่างคนร้ายที่ถูกจับด้วยคดีเล็กๆ เมื่อเข้าไปอยู่ในคุก มีโอกาสได้รู้จักเพื่อนหรือรุ่นพี่ที่ถูกจับในคดีอื่นๆ ก็จะมีการคุยแลกเปลี่ยนกัน คนที่ไม่เคยถูกจับคดีงัดเซฟ พอออกมาก็มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องการงัดเซฟ บางครั้งก็จะมีการนัดหมายเจอกันแล้วออกทำงานร่วมกัน”

พูดง่ายๆ ก็คือ เวลาที่อยู่ในคุกก็เปรียบเสมือนเป็นภาคทฤษฎีซึ่งมีการอบรมแบบติวเข้ม รวมทั้งสร้างความสนิทชิดเชื้อระหว่างอาชญากรแต่ละคน และเมื่อออกไปแล้วก็จะเหมือนเข้าสู่โลกของปฏิบัติ ซึ่งพวกเขาก็จะนำความรู้ที่ได้มาลงสนามจริง โดยจุดสังเกตหนึ่งของโจรลักษณะนี้ก็คือ เป็นพวกที่อยู่ในเรือนจำเดียวกัน ปีเดียวกัน และออกมาจากคุกในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน

'สื่อ' ผู้ทรงอิทธิพลตัวจริง


อีกเรื่องที่ละเลยไม่ได้เป็นอันขาด ก็คือ 'สื่อ' เพราะยุคนี้ไม่ว่าใครๆ ต่างก็ยกให้สื่อเป็นผู้ทรงอิทธิพล ไม่ว่าจะกิน จะนอน จะนั่ง จะเดิน หรือจะเสพอะไร ต่างก็มีสื่อเป็นสื่อบันดาลใจหมด

ยิ่งกับเรื่องอาชญากรรมแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรายการโทรทัศน์ ละคร ภาพยนตร์ เว็บไซต์ หนังสือพิมพ์ หรือวิทยุ นั้นถือเป็นกระบอกเสียงชั้นดีที่เผยแพร่เรื่องอาชญากรรม

เอาง่ายๆ อย่างหนังฮอลลีวูด ก็มีตั้งหลายเรื่องแล้วที่นำเสนอกระบวนการปล้นแบบเหนือเมฆ ไม่ว่าจะเป็น ‘Italian Job’, ‘Ocean's Eleven’, ‘Gone in 60 Second’ หรือ ‘Once A Thief’ แถมในวงการอินเทอร์เน็ตเองก็มีเรื่องแบบนี้อยู่ดาษดื่น ไม่เชื่อลองค้นดูก็ได้ รับรองไม่ถึง 5 นาทีเจอหมด ตั้งแต่วิธีเข้าบ้านจนถึงงัดตู้เซฟ สะเดาะประตูด้วยบัตรเครดิต วิธีเปิดล็อกตู้เซฟแบบค่อยๆ หมุนหาเลขเหมือนอย่างในหนัง หรือแม้กระทั่งวิธีพังประตูยังไงไม่ให้เจ็บตัวจนเกินไป เรียกว่าเสร็จสิ้นกระบวนการโจรในเว็บไซต์เดียว แถมแต่ละวิธีการก็อธิบายอย่างละเอียด พร้อมรูปภาพประกอบแบบละเอียดยิบ ราวกับสอนวิธีทำอาหารยังไงยังนั้น

จากเรื่องนี้เอง ผศ.ดร.พรทิพย์ เย็นจะบก รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลของสื่อนั้นเปรียบเสมือนกับดาบ 2 คม ซึ่งส่งผลทั้งด้านดีด้านลบ เพราะทันทีที่คนรับสื่อก็จะก่อให้เกิดการเรียนรู้ ซึ่งแน่นอนว่าคนทำสื่อเองก็คงมุ่งหวังในแง่ดีเป็นหลัก แต่ปัญหาก็คือ สื่อจำกัดผู้ชมไม่ได้ ทุกคนต่างก็รับสื่อได้หมด เพราะฉะนั้นจึงเป็นช่องทางให้คนที่มีเจตนาไม่ดีนำสื่อไปใช้ในทางที่เป็น อันตราย

“บางทีเวลาดูหนังก็จะมีการล่อซื้อโดย ตำรวจ ก็จะทำให้เรารู้ว่าเขาใช้วิธีการอย่างไรในการจับ ล่อซื้ออย่างไร จับแบบไหนได้บ้าง อาจจะเป็นการซ่อนกล้องเพื่อแอบถ่าย เรื่องแบบนี้คนธรรมดาดูยังรู้ แล้วพวกอาชญากรดูจะไม่รู้ได้อย่างไร พอเขาเห็นก็ต้องหาวิธีป้องกันตัวเอง”

ที่สำคัญข้ออ้างอย่างหนึ่งที่สื่อมักนำมาใช้ก็คือ 'โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม' แต่ปัญหาก็คือ การใช้ข้อความแบบนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง เนื่องจากคนส่วนใหญ่ไม่ได้รู้เท่าทันสื่อ เพราะไม่ได้ใช้วิจารณญาณในการชม แต่ใช้อารมณ์ในการดูเป็นหลัก แล้วพอเกิดอารมณ์ร่วมถึงค่อยเกิดความคิดต่อไป

“สังเกตได้เลย รายการประเภทสารคดีมักจะทำให้ดูคล้ายละครเพื่อให้เกิดอารมณ์ เกิดการติดตาม แต่ปัญหาคือจะนำเสนออย่างไรไม่ให้เกิดปัญหา หลักๆ ก็ต้องใช้วิจารณญาณของคนทำก่อน จะมาปัดความรับผิดชอบให้คนดูไม่ได้ แน่นอนถามว่าคนดูได้ประโยชน์ แต่อย่าลืมว่าโจรก็ได้ด้วย”

อีกจุดหนึ่งที่ ผศ.ดร.พรทิพย์ชี้ให้เห็นก็คือ การสอดแทรกคติของสื่อบางทีก็ลึกเกินไป จนผู้ชมไม่สังเกต เช่นละครเรื่อง 'ตี๋ใหญ่' ที่แม้จุดจบของคนที่เลือกใช้ชีวิตอาชญากรว่าคือความตายก็ตาม แต่กว่าเรื่องจะดำเนินถึงจุดนั้นได้ก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว เพราะคนดูจะรู้สึกเอาใจช่วยตัวละครนำ ไม่อยากให้ถูกตำรวจจับได้ ซึ่งอาจจะนำไปสู่ค่านิยมที่ว่า การเป็นอาชญากรไม่ใช่สิ่งที่ผิดก็เป็นได้

'ตำรวจ' ต้องตามให้ทัน

จากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เองก็คงถึงเวลาแล้วที่จะต้องร่วมกันหาทาง แก้ไขปัญหา และจุดหนึ่งที่ถือเป็นหัวใจที่สุด ก็คือการใช้กฎหมายและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดย ผศ.ดร.พรทิพย์ชี้ว่าทุกวันนี้เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องพยายามตามอาชญากรให้ทัน มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นในแง่เทคนิค หรือเทคโนโลยี

“ตำรวจต้องคิดก่อนโจร ต้องตามให้ทัน คือทุกวันนี้อาชญากรเขาไปไกลแล้ว ทำเสร็จก็ลอยตัว แต่ตัวรัฐบาลตัวกฎหมายเองก็ยังตามหลังอยู่”

ขณะที่ในฟากฝั่งตำรวจเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดย พ.ต.ท.ธีรเดชอธิบายว่า แม้โจรจะพัฒนาฝีมือ แต่ตำรวจเองก็ใช่จะหยุดนิ่ง เพราะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเช่นเดียวกัน จากเดิมที่จะใช้แค่สายสืบ และจะทำงานกันแบบเงียบๆ ไม่มีการเผยแพร่ ไม่มีการประชาสัมพันธ์

แต่ปัจจุบันก็พยายามให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น มีการตั้งรางวัลนำจับ ใช้ภาพสเกต ตั้งกล้องวงจรปิด รวมทั้งเผยแพร่แก่สื่อมวลชน ซึ่งตอนนี้ก็มีหลายคดีที่ประชาชนแจ้งเข้ามาจนสามารถติดตามจับกุมผู้กระทำผิด ได้เป็นผลสำเร็จ
………

แม้โจรทุกวันนี้จะเหนือชั้น และทำงานแบบไร้ร่องรอยมากขึ้นแค่ไหนก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนได้จากเรื่องนี้ก็คือ ชีวิตคนเรานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมากมาย เพราะฉะนั้นทางที่ดีก็คือ การระมัดระวังและมีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ เพราะหากประมาท ไม่แน่คุณอาจจะตกเป็น 'เหยื่อ' โดยไม่รู้ตัวก็ได้

ภาษาไทยใน XP

Trouble Shooting
การติดตั้ง ภาษาไทย ใน Windows XP


ผม เชื่อว่า หลายๆ คนคงประสบปัญหา เช่นเดียวกับผม คือ หลังจากติดตั้ง Windows XP แล้ว ไม่ทราบว่าจะใช้งานภาษาไทยได้อย่างไร และอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ ปุ่มปรับภาษาในแป้นพิมพ์รูปตัวหนอน หรือภาษาทางการเรียกว่า Grave Button ไม่สามารถใช้งานได้ จะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร อยากรู้ ต้องลองทำตามด้านล่างนี้ โดยจะแบ่งเป็น 2 ตอน


    ขั้นตอนการติดตั้งภาษาไทย

  1. คลิกปุ่ม Start เลือก Control Panel
  2. คลิกไอคอน Regional and Language Options
  3. คลิกเลือกแท็ป Languages
  4. คลิกเลือก เครื่องหมายถูกหน้าคำว่า "Install files for complex script and right-to-left languages (including Thai)" ดูภาพประกอบ



  5. คลิกปุ่ม OK รอสักครู่โปรแกรมจะเริ่มติดตั้งไฟล์ ภาษาไทย
  6. จากนั้นให้ Restart เครื่องใหม่
  7. หลังจาก boot เข้ามาแล้ว ให้เข้า Control Panel และคลิกแท็ป Regional Options
  8. ในด้านล่าง Location ให้คลิกเลือก "Thailand" และด้านบนในส่วนของ Standard and formats ให้เลือก "Thai"



  9. จากนั้นคลิกปุ่ม Apply
  10. จากนั้นกลับมาคลิกที่แท็ป Language คลิก Details
  11. ในช่อง Installed service ให้คลิกปุ่ม Add
  12. คลิกเลือก "Thai, Keyboard layout/IME: Thai Kedmanee"



  13. คลิกที่แท็ป Advanced
  14. ให้คลิก "Apply all settings to the current user account and to the default user profile"
  15. Restart เครื่องใหม่ ก็จะสามารถใช้งานภาษาไทยได้แล้ว
    ปุ่มปรับภาษาไทย (Grave Button)

  1. คลิกปุ่ม Start เลือก Control Panel
  2. คลิกไอคอน Regional and Language Options
  3. คลิกเลือกแท็ป Languages
  4. คลิก Details
  5. คลิกเลือก Key Settings ด้านล่าง
  6. คลิก Change Key Sequence
  7. กดเลือก Grave Accents และคลิกปุ่ม OK



  8. Restart เครื่องใหม่ ก็จะสามารถใช้งานปุ่มปรับภาษาไทยได้แล้ว

  9. จาก http://www.it-guides.com/trouble/wins030.html

วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

หลวงพ่อทองคำ

ถอดรหัสธรรม "หลวงพ่อทองคำ" วัดไตรมิตร พระพุทธรูปทองคำใหญ่ที่สุดในโลก
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 สิงหาคม 2553 17:44 น.

หลวงพ่อทองคำ วัดไตรมิตรกับพุทธสรีระอันงดงาม
ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปกี่ยุคสมัย ศาสนาพุทธกับสังคมไทยนั้นเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมาโดยตลอด ไม่เพียงแค่หลักธรรมที่ช่วยให้ปุถุชนทั่วไปได้เรียนรู้หลักการดำเนินชีวิต แล้ว พุทธศาสนายังได้สอดแทรกความงามของศิลปะในแขนงต่างๆ เอาไว้เป็นเครื่องจรรโลงจิตใจได้อีกรูปแบบหนึ่ง หรือที่เรียกกันว่าความงามทางพุทธศิลป์ อาทิ พระพุทธรูปของไทยเรานั้นถือว่าเป็นความสวยงามทางพุทธศิลป์ที่อยู่คู่กับเรา มาตั้งแต่จำความได้ เพราะพระพุทธรูปนั้นคือตัวแทนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เรากราบไหว้ กันอยู่เป็นประจำ

ข้อเท็จจริงจำนวนหนึ่งจาก อาจารย์ สุรศักดิ์ เจริญวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญในด้านศิลปะไทย นั้นกล่าวว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากมายที่เดินทางมาประเทศไทยเพื่อมาดู "โลหะรูปมนุษย์"

โลหะรูปมนุษย์ ในความหมายของพวกเขา(ชาวต่างชาติ)คือพระพุทธรูปนั่นเอง ซึ่งไม่น่าเชื่อว่านอกจากแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและสถาปัตยกรรมแบบไทยๆ ที่ได้รับความสนใจและ พุทธศิลป์ในบ้านเรานั้นกลับเป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะฝรั่งเขาบอกกันว่าเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของเมืองไทยที่ไม่เหมือนใคร

พระพุทธรูปในเมืองไทยนั้นมีการสร้างมาช้านาน หลายยุคหลายสมัย และมีอยู่มากมาย แทบทุกอณูประเทศ สำหรับ"พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร" หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "หลวงพ่อทองคำ" ที่วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร นั้นเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์สวยงามที่ได้รับการกล่าวขานถึงไม่น้อยเลย

หลวงพ่อทองคำ พระพุทธรูปทองคำใหญ่ที่สุดในโลก
นอกจากนี้ในหนังสือท่องเที่ยวของชาวต่างชาติจำนวนมากยังได้บรรจุหลวง พ่อทองไว้เป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องมาชมให้ได้เมื่อมากรุงเทพฯหรือแบงคอก หลังจากที่ The Guinness Book of World Record ได้จดบันทึกไว้ว่าเป็นเป็นพระพุทธรูปทองคำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีน้ำหนักกว่า 5 ตัน และมีมูลค่ากว่า 1,800 ล้านบาท

อย่างไรก็ดีเรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องปกติของชาวไทยที่พบเห็นพระพุทธ รูปสวยงามอยู่เป็นประจำ แต่สำหรับหลวงพ่อทองคำนั้นมีสิ่งที่น่าค้นหามากกว่าแค่ความงามภายนอก จนทำให้เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธรูปกลุ่มหนึ่งมาตั้งวง เสวนาวิชาการ "หลวงพ่อทองคำ...ถอดรหัสพุทธศิลป์สู่พุทธธรรมขึ้น" เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ของหลวงพ่อทองคำที่ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้นน่าสนใจ ทั้งเรื่องแรงศรัทธา ความชาญฉลาดทางสถาปัตยกรรม และเรื่องของปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นต่างๆ ก่อนจะมาเป็นหลวงพ่อทองคำอย่างในทุกวันนี้

สังคมเจริญ ศิลปกรรมรุ่งเรือง

ถ้าจะกล่าวถึงที่มาของหลวงพ่อทองคำนี้ อาจต้องท้าวความกลับไปยังช่วงสมัยสุโขทัย ซึ่งอาจารย์ สุรศักดิ์ ได้กล่าวถึงที่มาของหลวงพ่อทองคำไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า

หลวงพ่อทองคำ มีความเป็นไปได้อย่างมากที่น่าจะสร้างขึ้นในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง ถ้าเปรียบเทียบกับลักษณะของพระพุทธรูปในสมัยนั้น ในสมัยก่อนการจะสร้างพระพุทธรูปทองคำล้วนนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะว่าหลวงพ่อทองคำนั้นสร้างด้วยทองคำบริสุทธิ์ที่เรียกกันว่า "ทองเนื้อเจ็ด น้ำสองขา" ตามมาตราทองคำของไทยโบราณ

พระพักตร รูปไข่กลมรี ให้ความรู้สึกสงบ
ทองเนื้อเจ็ด น้ำสองขา เป็นทองคำที่มีค่าของเนื้อทองรองจากทองนพคุณหรือทองเนื้อเก้า ซึ่งมีมูลค่าและราคามากมายมหาศาลแม้เทียบกับในปัจจุบัน นั่นแสดงถึงความเจริญในด้านสังคมของสุโขทัยและว่ากันว่าเป็นยุคที่รุ่งเรือง ที่สุดในด้านศิลปกรรม โดยอ้างอิงจากหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 ที่ได้จารึกเรื่องราวบางส่วนไว้ว่า "กลางเมืองสุโขทัยนี้มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารส มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันงาม" และมีความเป็นไปได้อย่างมากที่พระพุทธรูปทองที่กล่าวถึงอาจหมายถึงหลวงพ่อทองคำองค์นี้ก็เป็นได้

นอกจากนี้อาจารย์สุรศักดิ์ ยังสะท้อนให้เห็นความสำคัญของพุทธลักษณะของหลวงพ่อทองคำรวมถึงพระพุทธรูป อื่นๆ ที่ถูกสร้างขึ้นในยุคเดียวกันว่า การสร้างพระพุทธรูปยุคสุโขทัยนั้นจะสร้างตามลักษณะของมนุษย์ทุกประการ แต่จะไม่เหมือนกับรูปปั้นที่โชว์กายภาพของร่างกายตามต่างประเทศ เพราะมนุษย์ที่ยังคงลักษณะทางกายภาพไว้ครบถ้วนนั้นแสดงให้เห็นว่ายังคงความ เป็นโลกียะ คือยังไม่หลุดพ้นจากกิเลส แต่พระพุทธรูปที่สร้างขึ้นนั้นมีความสวยงาม ราบเรียบ แต่ไม่คงไว้ซึ่งลักษณะทางกายภาพเช่นกล้ามเนื้อ เพราะเป็นตัวแทนของมหาบุรุษซึ่งหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงหรือ โลกุตระ

หลวงพ่อทองคำในขณะที่เป็นพระปูน
ความคิดเห็นนี้สอดคล้องกับบันทึกของ นายอเล็กซานเดอร์บราวน์ คริลโวล์ด นักโบราณคดีชาวอเมริกัน ที่ได้เขียนบทความเกี่ยวกับพระพุทธรูปสุโขทัย เมื่อปี พ.ศ. 2496 โดยได้แสดงความคิดเห็นว่าลักษณะที่ผิดเพี้ยนไปจากกายภาพของมนุษย์ทั่วไปใน พระพุทธรูปสุโขทัยเป็นผลมาจากความพยายามที่จะถ่ายทอดความเป็นมหาบุรุษ 32 ประการลงไปในพระพุทธรูป ซึ่งทุกอย่างนั้นล้วยมาจากแรงศรัทธาเลื่อมใสในสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้หลุดพ้นซึ่งกิเลสทั้งปวงแล้วนั่นเอง

จากพระทองคำ สู่พระปูนปั้น

กล่าวกันว่าในยุคสมัยหนึ่งได้มีการพอกปูนทับ หลวงพ่อทองคำ และทำการลงลักปิดทองซ้ำอีกชั้นจนดูเหมือนพระพุทธรูปธรรมดาทั่วไป สาเหตุในครั้งนี้สันนิษฐานไว้ 2 สาเหตุหลักๆ ก็คือ ชาวกรุงสุโขทัยเองนั้นอาจเป็นผู้ที่พอกปูนอำพรางค์ทองคำไว้ เพราะช่วงหลังจากที่กรุงสุโขทัยเสื่อมอำนาจลง ได้มีสงครามบ่อยครั้งขึ้น และถูกกองทัพกรุงศรีอยุธยารุกรานเมื่อราวปี พุทธศตวรรษที่ 20

ถ้าเป็นจริงตามข้อสันนิษฐานนี้ หลวงพ่อทองคำในรูปของพระปูนปั้นได้ประดิษฐานอยู่ที่กรุงรัตนโกสินทร์มาอย่างยาวนาน

ภาพจำลองการเคลื่อนย้ายหลวงพ่อทองคำ
ส่วนอีกข้อสันนิษฐานหนึ่งคือทางฝ่ายกรุงศรีอยุธยานั้นได้อัญเชิญหลวง พ่อทองคำมาประดิษฐานที่กรุงศรีอยุธยาในคราวที่สามารถรวมอำนาจกรุงสุโขทัยไว้ ได้ แต่มีเหตุให้ต้องพอกปูนทับเพื่ออำพรางจากการที่พม่ายกทัพมาโจมตีเมืองก่อน ที่จะเสียกรุง

สำหรับข้อสันนิษฐานทั้งสองสามารถเชื่อมโยงกันได้ถึงปัญหาทางสังคมที่ เกิดขึ้นในยุคนั้นจนถึงขนาดที่ไม่กล้าเปิดเผยความสวยงามที่มีค่ามหาศาลนี้ แต่อีกด้านหนึ่งนั้นช่างผู้พอกปูนทับลงไปนั้นได้แสดงถึงความชาญฉลาดในการ เก็บรักษาทองคำ โดยได้ลงรักไปบนผิวองค์พระทองคำก่อนที่จะพอกปูนทับ

ทั้งนี้สันนิษฐานว่าเพื่อให้ปูนยึดเกาะได้ดีขึ้นและสามารถรักษาเนื้อ ทองคำใม่ให้ถูกกัดกร่อนจากความเค็มของปูนได้เป็นอย่างดี เพราะปูนในสมัยก่อนนั้นทำมาจากหินปูนหรือเปลือกหอยจากทะเลนำมาเผา ซึ่งจะมีความเค็มมากกว่าปูนในปัจจุบัน ถ้าใครเคยมาสักการะหลวงพ่อทองคำแล้วก็จะเห็นได้ถึงความแวววาวของเนื้อทองคำ บริสุทธิ์ที่ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้

พระเศียร แบบดอกบัวตูม สมส่วนกับพระคอ
เมื่อปูนกระเทาะ

ต่อมาในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์นั้นได้มีการเคลื่อนย้ายหลวงพ่อทองคำมา ประดิษฐานที่วัดพระยาไกร ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และสุดท้ายย้ายมาประดิษฐานที่วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ซึ่งการเคลื่อนย้ายหลวงพ่อทองคำนั้นได้รับความสนใจจากประชาชนในระแวกนั้น เป็นอย่างมาก

ครั้นเมื่อจะยกไปประดิษฐานยังชั้นบนของวิหารก็ต้องใช้ทั้งแรงคนและ เครื่องมือมากมายแต่ไม่สำเร็จเพราะมีน้ำหนักที่มากเกินกว่าที่คาดคะเนไว้ และช่วงที่กำลังยกองค์พระขึ้นไปสักพักเชือกกลับขาจนองค์พระตกลงมากระแทกพื้น เกิดเป็นรอยร้าว จึงยุติการดำเนินการลง

แต่ในคืนเดียวกันนั้นเองเจ้าอาวาสวัดในขณะนั้นได้ฝันเห็นหญิงสูง ศักดิ์คนหนึ่งนำสังวาลมามอบให้ แล้วกำชับให้ท่านเก็บรักษาไว้ ต่อไปจะมีเป็นสิ่งที่มีค่ามาก เช้ารุ่งขึ้นทางวัดจึงสำรวจดูรอยร้าวและพบว่ามีการลงรักปิดไว้ จึงตัดสินใจแกะรักนั้นออกและพบเป็นเนื้อทองคำอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน

พระวรกาย อ่อนช้อยแม้กระทั่งด้านหลังขององค์พระ
ความศรัทธา และคุณค่าทางพุทธศิลป์

เรื่องราวของหลวงพ่อทองคำนั้นไม่เพียงแสดงให้เห็นคุณค่าทางด้าน ศิลปกรรม แต่ยังสะท้อนเรื่องราวของสังคมในแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันน่าแปลกที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจกับหลวงพ่อทองคำมากกว่าคนไทย อาจจะเป็นเพราะการจัดการของวัดหรืออย่างไรก็ตาม แต่ก็เชื่อว่าหลวงพ่อทองคำนั้นย่อมเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของชาวไทยที่ เกิดจากแรงศรัทธาใน

พระพุทธศาสนาที่ถ่ายทอดผ่านช่างฝีมือในอดีตออกมาเป็นศิลปกรรมที่มี คุณค่าในด้านพุทธศิลป์ ที่นักท่องเที่ยวหลายคนต้องเดินทางมาเพื่อให้เห็นกับตา และข้อสรุปของการเสวนา เรื่อง "หลวงพ่อทองคำ ถอดรหัสพุทธศิลป์สู่พุทธธรรม" ที่ผ่านมา ได้ความเห็นที่ตรงกันว่า

อะไรก็ตามที่ทำให้หลวงพ่อทองคำนั้นงดงามนั้นย่อมไม่ใช่เพราะทองคำ หรือมูลค่า แต่ยังเป็นปริศนาธรรมที่ให้เราเก็บไปคิดว่าความงดงามที่เกิดขึ้นและยังอยู่ คู่กับเราจนปัจจุบันนั้นเกิดจากคำว่า ศรัทธา ใช่หรือไม่

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ ถนนเจริญกรุง แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯเขตสัมพันธวงศ์ กทม. มีหลวงพ่อทองคำประดิษฐานอยู่ ภายในพระมหามณฑป ที่ชั้น 4 เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 -17.00 น. ส่วนชั้น 2 เป็น ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช ชั้น 3 เป็นนิทรรศการพระพุทธมหาสุวรรณ ทั้งชั้น 2 และ 3 เปิดทุกให้บริการวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 8.00-17.00 น. ทั้งนี้ผู้สนใจรายละเอียดสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2623-3329-30

วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สืบจากศพ

สืบจากศพ! ฝึกแกะรอยผู้ร้ายในมหกรรมวิทย์
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 สิงหาคม 2553 10:12 น
สถานที่เกิดเหตุฆาตกรรม ปริศนา ถูกจำลองมาไว้ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2553 เพื่อให้ "นักนิติวิทย์น้อย" แกะรอยหาคนร้ายตัวจริง
นายดำ, นายแดง และนายเขียว "ใคร" คือฆาตรกรตัวจริง ที่สังหารนายขาวอย่างโหดเหี้ยม “งานมหกรรมวิทย์” ปีนี้ เปิดพื้นที่ให้เยาวชนคนกล้ามาสวมบท “นักนิติวิทยาศาสตร์น้อย” แกะรอยตามหาผู้ร้าย ในคดีฆาตกรรมสยองขวัญ

เมื่อผู้ร้ายก่อคดีฆาตกรรมสังหารเหยื่อในที่ลับตาคนแล้วหลบหนีไป ตำรวจจะตามจับฆาตกรมาลงโทษได้อย่างไร งานนี้นักนิติวิทยาศาสตร์ช่วยได้ พร้อมชวนเยาวชนไปรู้จักศาสตร์เพื่อความยุติธรรม และทดลองสวมบทนักนิติวิทยาศาสตร์เก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุ กลางงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติประจำปี 2553 ที่ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

น้องๆ นักนิติวิทยาศาสตร์น้อย จะได้ทดลองเก็บหลักฐานจากวัตถุพยานในสถานที่เกิดเหตุ ณ ห้องนั่งเล่นภายในบ้านหลังหนึ่งซึ่งมีนายขาวนอนเสียชีวิตอยู่ที่พื้นห้อง พร้อมด้วยร่องรอยคราบเลือด ลายนิ้วมือ รอยเท้า เขม่าดินปืน ฯลฯ (ฉากสมมติ) จากนั้นนำข้อมูลวัตถุพยานที่เก็บได้ไปตรวจพิสูจน์ และใช้ประกอบกับคำให้การของผู้ต้องสงสัย (นายดำ, นายแดง และนายเขียว) เพื่อระบุตัวผู้กระทำความผิดตัวจริง พร้อมทั้งเรียนรู้เทคนิคการทำงานของนักนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อประโยชน์ในกระบวนการยุติธรรม

“คราบเลือด" บอกอะไรได้บ้าง

เมื่อเวลาผ่านไป "คราบเลือด" จะแห้งและมักมีสีน้ำตาลแดง ผิวมัน และอาจเลือนหายไปได้เมื่อถูกแสงแดด ความร้อน หรือถูกชะล้าง ซึ่งคราบเลือดที่แห้งมากๆ ก็อาจมีสีเปลี่ยนเป็นเขียวหรือฟ้าก็ได้ ขึ้นอยู่กับวัตถุที่คราบเลือดนั้นติดอยู่ เช่น คราบเลือดที่ติดอยู่บนวัตถุที่เป็นโลหะจะเปลี่ยนสีเร็วกว่าคราบเลือดที่ติด อยู่บนผ้า และคราบเลือดที่ติดอยู่บนกระดาษอาจเปลี่ยนเป็นสีแปลกๆ ได้ เนื่องจากคราบเลือดดูดสีจากกระดาษ

วิธีการตรวจพิสูจน์คราบเลือด ก่อนอื่นต้องตรวจว่าเป็นคราบเลือดหรือไม่ โดยใช้ไม้พันสำลีนำไปเช็ดหรือถูกับคราบต้องสงสัย แล้วหยดน้ำยาจากชุดทดสอบ (ชุดน้ำยาฟีนอฟทาลีน : Phenolphthalein) ทีละชนิดต่อเนื่องกัน หากคราบต้องสงสัยเปลี่ยนเป็นสีชมพูทันที แสดงว่าเป็นคราบเลือด จากนั้นนำไปพิสูจน์ว่าเป็นคราบเลือดของคนหรือสัตว์ ด้วยชุดน้ำยาเอชอาร์ (HR) หากเป็นเลือดคน ก็จะนำไปตรวจหาสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA) ว่าเป็นเลือดของใครต่อไป

ทั้งนี้ รอยเลือดที่พบในที่เกิดเหตุสามารถบอกได้ถึงวิธีการกระทำผิดของคนร้าย เส้นทางหลบหนีของคนร้าย ช่วยในการพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคลผู้กระทำผิด รวมทั้งระยะเวลาการเสียชีวิตของผู้ตาย

ระบุตัวคนร้ายด้วยเอกลักษณ์จาก "ลายนิ้วมือ"

ลายนิ้วมือเป็นวัตถุพยานประเภทหนึ่ง และการพิสูจน์ลายนิ้วมือก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล ที่สามารถช่วยระบุตัวคนร้ายได้ เพราะมนุษย์แต่ละคนมีลายพิมพ์นิ้วมือที่ไม่ซ้ำกันเลย แม้ว่าจะมีสายเลือดเดียวกัน เหมือนกับลายพิมพ์ดีเอ็นเอของแต่ละคนที่แตกต่างกัน ซึ่งรูปแบบลายนิ้วมือโดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 3 แบบใหญ่ๆ ได้แก่ มัดหวาย โค้ง และก้นหอย

เราสามารถค้นหารอยนิ้วมือแฝงในสถานที่เกิดเหตุได้ เช่น บนแก้วน้ำ ลูกบิดประตู โดยใช้ไฟฉาย ทำรอยนิ้วมือแฝงให้ปรากฏชัดขึ้นด้วยผงฝุ่น (Black print powder) หรือรมควัน หรือสารเคมี และบันทึกรอยลายนิ้วมือแฝงเหล่านั้น เช่น ถ่ายภาพ หรือลอกรอย เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับลายนิ้วมือของผู้ต้องสงสัย

ตรวจเนื้อเยื่อ-ไข่แมลงวัน หาเวลาเสียชีวิต

"เวลาที่เสียชีวิต" คือสิ่งแรกๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการทราบ เนื่องจากมีความสำคัญมากต่อการระบุตัวผู้กระทำความผิด ซึ่งในเบื้องต้นอาจสังเกตได้จากนาฬิกาที่ตกหล่นอยู่ในที่เกิดเหตุ โดยสันนิษฐานว่าเป็นเวลาโดยประมาณ และต้องมีการตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้งด้วยวิธีการต่างๆ อาทิ

- การตรวจอุณหภูมิของศพ โดยเมื่อเสียชีวิตใหม่ๆ ตัวศพจะยังอุ่นอยู่ เมื่อเสียชีวิตไปแล้ว 3 ชั่วโมง ร่างกายจะเริ่มเย็นลงโดยเฉลี่ย 1 องศาเซลเซียสต่อ 1 ชั่วโมง

- การตรวจดูการตกของเลือด (Livor Mortis) ภายหลังการตายประมาณ 3-4 ชั่วโมง จะเกิดสภาวะที่ผิวหนังร่างกายเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดง เนื่องจากมีเลือดไหลเทลงไปยังส่วนต่ำของร่างกายตามแรงโน้มถ่วงของโลก เช่น สภาพศพนอนคว่ำหน้า ด้านซีกหน้าที่คว่ำบนพื้นจะมีสีเข้มขึ้นกว่าด้านบน

- การตรวจดูการแข็งตัวของกล้ามเนื้อ (Rigor Mortis) เกิดจากการตกตะกอนของโปรตีนในกล้ามเนื้อ โดยจะเกิดขึ้นเร็วที่สุดหลังการเสียชีวิตประมาณครึ่งชั่วโมง แต่กว่าจะสังเกตเห็นได้ต้องใช้เวลา 4-8 ชั่วโมงไปแล้ว และจะเกิดการแข็งตัวเต็มที่ในระยะเวลา 12 ชั่วโมง และศพจะเริ่มอ่อนตัวลง การแข็งตัวจะเริ่มจากกล้ามเนื้อเล็กๆ บริเวณใบหน้า ขากรรไกร ลงมาที่คอ ข้อมือ แขน หลัง และขา ตามลำดับ และหลังจากเสียชีวิต 24 ชั่วโมง ศพจะเริ่มอ่อนตัวและเน่าเปื่อย

- การประเมินระยะเวลาการตายจากอาหารในกระเพาะอาหาร เพื่อหาระยะเวลาการตายโดยประมาณจากการวิเคราะห์ลักษณะอาหารในกระเพาะอาหาร ซึ่งปกติอาหารที่ย่อยแล้วจะถูกส่งไปที่ลำไส้เล็กตอนต้น ส่วนต้นของอาหารที่รับประทานจะใช้เวลาเดินทางถึงลำไส้ใหญ่ส่วนต้นประมาณ 6-8 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร ส่วนอาหารที่ย่อยยากก็จะทำให้อาหารอยู่ในกระเพาะอาหารนานขึ้น

- ตรวจสอบหนอนแมลงวัน เมื่อศพเริ่มเน่า แมลงวันจะมาวางไข่ หลังจากวางไข่แล้วประมาณ 24 ชั่วโมง ไข่จะกลายเป็นตัวหนอน หลังจากนั้น 7 วัน หนอนจะเจริญเติบโตมาเป็นดักแด้ และอีก 7 วัน ดักแด้จะเติบโตเป็นแมลงวัน ซึ่งช่วยระบุระยะเวลาการเสียชีวิตของผู้ตายได้

สาเหตุการตาย บอกได้ด้วยร่องรอยจากบาดแผล

การตรวจหาร่องรอยบาดแผลบนร่างกายของผู้ตาย ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินสาเหตุการเสียชีวิตได้ว่าเกิดจากอะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร มีความรุนแรงขนาดไหน เป็นต้น ซึ่งสามารถบอกได้ 4 สาเหตุ คือ ถูกของแข็งไม่มีคม ถูกของแข็งมีคม ถูกความร้อน และถูกอาวุธปืน

ในกรณีการเสียชีวิตด้วยอาวุธปืน จะเกิดเขม่าปืนซึ่งอาจจะไปติดที่บริเวณมือของผู้ที่ลั่นไกด้วย และสามารถตรวจสอบเขม่าปืนที่มือของผู้ต้องสงสัยได้โดยตรวจพิสูจน์หาชนิดและ ปริมาณของธาตุตะกั่ว แบเรียม และพลวง ที่ใช้เป็นส่วนประกอบในดินปืน ซึ่งช่วยให้ทราบได้ว่าเป็นกระสุนปืนชนิดใด และเขม่าดินปืนบางส่วน อาจติดอยู่ที่ร่างกายของผู้ถูกยิงได้ด้วย ซึ่งขนาดและการกระจายของเขม่าดินปืนบนร่างกายของผู้ถูกยิงจะขึ้นอยู่กับระยะ ห่างจากปากลำกล้องปืน

การเก็บเขม่าดินปืนจากมือผู้ต้องสงสัยหรือจากบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ จะต้องเก็บในในเวลา 6 ชั่วโมงหลังจากยิงปืน ถ้าเก็บจากผู้เสียชีวิตแล้วจะต้องเก็บภายในเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง โดยสามารถเก็บได้ 2 วิธี คือ ใช้เครื่องอะตอมมิกแอบซอฟชั่น และเครื่องสแกนนิ่งอิเล็กตรอนไมโครสโคป

จากนั้นตรวจพิสูจน์เขม่าดินปืนด้วยชุดน้ำยาจีเอสพีอาร์ (Gun Shot Powder Residue Test Kit) สามารถนำไปใช้ตรวจพิสูจน์เบื้องต้นในสถานที่เกิดเหตุหรือในสถานที่ที่ควบคุม ตัวผู้ต้องสงสัยได้ โดยน้ำยาดังกล่าวจะตรวจหาสารกลุ่มไนไตรที่มาจากการยิงปืน และสังเกตการเปลี่ยนแปลง หากปรากฏจุสีชมพู แสดงว่าพบเขม่าดินปืน

นอกจากนั้น รอยกระสุนปืนยังบอกได้ถึงชนิดและขนาดของกระสุน ถูกยิงมาจากปืนชนิดใด ขนาดใด จากปืนอย่างน้อยกี่กระบอก รูรอยไหนเป็นรูรอยถูกยิงเข้าหรือเป็นรอยทะลุออก รวมถึงลักษณะและทิศทางการยิง ส่วนปลอกกระสุนปืนหรือหัวกระสุนปืนที่พบในที่เกิดเหตุก็สามารถบอกได้ด้วย เช่นกันว่าถูกยิงมาจากปืนกระบอกใด

จากหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ประกอบกับคำให้การของผู้ต้องสงสัย ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถเข้าใกล้ผู้ร้ายตัวจริงได้มากเข้าไปทุกที ถ้าน้องๆ คนใดอยากสัมผัสการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ในด้านกระบวนการทางยุติธรรมหรือไข ปริศนาคดีฆาตกรรม สามารถมาทดลองเป็นนักนิติวิทยาศาสตร์ได้ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แห่งชาติ ประจำปี 2553 ตั้งแต่วันที่ 7-22 ส.ค.53 เวลา 09.00-20.00 น. หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.nsm.or.th